ในโรงแรมใหญ่ๆ มักจะมีตำแหน่ง ปิรามิดของ chef
เรียงลำดับไว้อย่างชัดเจนจากผู้มีอำนาจหน้าที่สูงสุด
ไปจนถึงน้อยสุด คนภายนอกมักจะไม่รู้
นอกจากคำว่า Chef แล้วนั้นเรายังมีชื่ออื่นๆใส่นำหน้าเข้าไปอีก
The Chef De Cuisine
เป็นผู้มีตำแหน่งสูงสุด ดูภาพรวมของเมนูอาหาร
และควบคุมกำหนดทิศทางว่าจะให้ไปในทิศทางใด
An Executive Chef
ทำงานภายใต้ Chef De Cuisine ทำหน้าที่คิดเมนู ควบคุมค่าใช้จ่าย
รวมไปถึงการบริหารภายใต้หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ
Head Chef
เป็นคนที่คอยทำงานในหน่วยเล็กๆ ปฏิบัติการตามภาระกิจ
ที่ได้รับจาก Chef de cuisine และ Executive chef
Sous Chef
เป็นคนคอยควบคุมมาตราฐานของอาหารว่าได้ตาม
ที่ตั้งไว้หรือไม่และส่งตรงตามเวลาที่ได้วางแผนไว้
Chef De Partie
คือ chef ที่มาจากต่างประเทศเพื่อทำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งเป็นพิเศษ
ครัวอาหารคาวที่วุ่นวายดีจังเลยนะครับ มาดูในส่วนของผมบ้างดีกว่า
ส่วนที่ผมทำงานอยู่นั้นคือ Pastry Chef มีหน้าที่สูงสุดในฝ่ายเบเกอรี่
มีหน้าที่ส่งรายงานถึง Chef de cuisine และ Executive chef โดยตรง

บางคนอาจจะส่งสัยว่า Pastry Chef ทำอะไรบ้าง
เฮ้อ หนักมากครับ !!!!! ประชุมวางแผนทิศทาง concept ให้ไปใน
ทิศทางเดียวกันกับร้านอาหาร ทดลองสูตรขนมใหม่ๆ
สั่งวัตถุดิบมาเพื่อทดลองให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับร้าน
ทำงบประมาณเพื่อเบิกซื้อกับฝ่ายบัญชี
และอีกมากมาย
เพื่อนผมมักถามว่า เฮ้ย เมิง ไม่ได้ทำแต่ขนมเหรอ
ผมก็ได้แต่ตอบกลับไปว่า ไม่ได้ชอบเลยนะ ไอ้ทำบัญชีเนี่ย
แต่มันเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบ
เราทำสิ่งที่เรารัก มันก็ต้องควบคู่ไปกับ สิ่งที่ตัวเองไม่ได้รัก
เพื่อเรียนรู้ว่า .. วันนึงเราอาจจะมีสิ่งที่เราเพิ่งรักเพิ่มขึ้นอีกอย่างก็ได้
: )
S'more Brownies by Chef Elizabeth Falkner
บราวนี่สูตรนี้ เท่ห์ เก๋ แบบไม่เหมือนใคร ผมชอบเป็นการส่วนตัวครับ

น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วย
น้ำตาลทรายแดง 1 ถ้วย
เนย 1+1/4 ถ้วย
ดาร์กช๊อกโกแลต 10 ออนซ์
ไข่ 5 ฟอง
แป้ง 1ถ้วย+2ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1/2ช้อนชา
ผงฟู 1+1/4ช้อนชา
ไดเจสติปบด 1/2 ถ้วย
มินิมาชเมลโล่ 1 ถ้วย
มิลค์ช๊อคโกแลต 3 ออนซ์
1) เปิดเตาอบ 325F, ทาเนยพิมพ์ 10*14 นิ้ว
2) ผสม น้ำตาลทราย เนยและดาร์กช๊อคโกแลต ลงในหม้อ ใช้ไฟกลาง
ต้มจนละลาย
3) ยกลงจากเตาผสมไข่ลงไป
4) ร่อนแป้ง เกลือและผงฟูลงไปในส่วนผสมช๊อคโกแลต
5) ผสม ไดเจสติป มินิมาชเมลโล่และมิลค์ช๊อคโกแลตลงไป
6) เทลงใส่พิมพ์อบประมาณ 25-30 นาที

